หัวโขน ทศกัณฐ์ (สีทอง) ขนาดใหญ่

ทศกัณฐ์ เป็นพญายักษ์เจ้าเมืองลงกา   หัวโขนทศกัณฐ์  สีทอง 1 หัว มี 10 หน้า   ขนาดใหญ่ (ขนาดสวมหัว)   ติดลวดลายโดยใช้ยางรักแบบโบราณ ตา เขี้ยว และฟันของหัวโขนทุกหน้าทำจากเปลือก หอยมุก  ปิดด้วยทองคำ 100%  ประดับพลอยกระจก  



การทำหัวโขนของ ม.ล.พันธ์สวัสดิ์

                การทำหัวโขนของ ม.ล. พันธ์สวัสดิ์   ศุขสวัสดิ  ได้รับการถ่ายทอดมาจาก ม.ร.ว. จรูญสวัสดิ์  ผู้เป็นบิดาซึ่งเริ่มทำหัวโขนเป็นอาชีพ (ประมาณปี 2486) จากนั้นเป็นต้นมา    ในปี 2513 ม.ล. พันธ์สวัสดิ์  จึงได้ช่วยงานเป็นลูกมือของบิดาตามแต่ท่านจะใช้  โดยเฉพาะการตีลายกระจังซึ่งทำจากรัก  และการเคี่ยวรัก    การทำหัวโขนที่นี่จัดเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน   หลังจากที่ ม.ร.ว. จรูญสวัสดิ์ ได้ล้มป่วยลง ในปี  2535  ม.ล. พันธ์สวัสดิ์ จึงรับหน้าที่การทำหัวโขนแทนบิดา  และเมื่อบิดาถึงแก่กรรมในปี 2538 ม.ล. พันธ์สวัสดิ์ จึงรับช่วงการทำหัวโขนต่อจาก ม.ร.ว. จรูญสวัสดิ์                   จากมรดกทางศิลปะการทำหัวโขนที่บิดามอบไว้ให้   ม.ล. พันธ์สวัสดิ์  จึงนำมาสืบทอดและพัฒนาต่อ  จากที่ ม.ร.ว. จรูญสวัสดิ์ เคยผลิตเฉพาะหัวโขนขนาดใหญ่ (ขนาดสวมหัว) และหัวโขนขนาดเล็ก (หัวโขนจำลอง)  ม.ล. พันธ์สวัสดิ์  ได้พัฒนาหัวโขนจำลองให้มีลวดลายที่ความละเอียดใกล้เคียงกับหัวโขนขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้น   และได้ทำหัวโขนจำลองขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม (หัวโขนจำลองขนาดจิ๋ว) เพิ่มขึ้นอีกด้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่นิยมสินค้าที่มีขนาดเล็กมากขึ้น    การทำหัวโขนของ ม.ล. [...]



การทำหัวโขนของ ม.ร.ว. จรูญสวัสดิ์

การทำหัวโขนของ ม.ล. พันธ์สวัสดิ์   ศุขสวัสดิ ได้รับการถ่ายทอดมาจาก ม.ร.ว. จรูญสวัสดิ์  ผู้เป็นบิดา    ดังนั้นจุดเริ่มต้นของการทำหัวโขนของที่นี่จึงเริ่มจากการทำหัวโขนของ ม.ร.ว. จรูญสวัสดิ์ ซึ่งความสนใจในงานศิลปะและวิชาช่าง โดยเริ่มหัดเขียนภาพไทยจนสามารถขายได้ตั้งแต่อายุ 13 ปี นอกจากนี้ท่านยังแกะสลักตัวหนังตะลุงได้อีกด้วย    เมื่อไปเที่ยวงานภูเขาทอง ท่านได้ซื้อหัวยักษ์กำมะลอนำมาฝึกหัดปั้นหุ่น  หลังจากชมการแสดงโขนในงานวัดแล้วมีความสนใจมากจึงเข้าไปหลังโรงขอดูหัวโขนที่ใช้ในการแสดง  ทำให้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะพยายามทำหน้าโขน   เมื่อครูปุ่น  เวชาคม ซึ่งเคยเป็นมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 6  มาชวนให้หัดเล่นโขน  จึงตกลงเพราะตรงกับที่เคยตั้งใจไว้   ในที่สุดก็ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ซ่อมแซมหน้าโขนที่ชำรุด   หลังจากกลับจากการแสดงแล้วจึงศึกษาวิธีทำหน้าโขน   และเมื่อมีโอกาสจะหัดทำเองที่บ้านด้วยการจดจำของเดิมเป็นหลัก   เมื่อพอใช้ได้จะนำไปให้คณะโขนใช้   โดยขอรับทุนที่จ่ายไปมาเป็นทุนทำต่อไปจนสามารถประกอบเป็นอาชีพ (ประมาณปี 2486) จากนั้นเป็นต้นมา    


ประวัติความเป็นมาของหัวโขน

โขนเป็นมหรสพชั้นสูงที่ มีมาตั้งแต่โบราณ  โดยสันนิษฐานว่า “โขน” ได้พัฒนามาจากการแสดง 3 ประเภท คือ การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์    กระบี่กระบอง และหนังใหญ่  เมื่อแรกการแสดงโขนน่าจะยังไม่มีหัวโขน แต่อาจใช้การแต่งหน้าเขียนระบายสีลงบนหน้าผู้แสดงแต่ละคนตามลักษณะของบุคคลในเรื่อง แต่การเล่นโขนแบ่งพวกตัวแสดงออกเป็นข้างละมากตัว ใช้คนแสดงจำนวนมาก   การเขียนแสดงหน้าผู้แสดง จึงนับเป็นงานหนักมากต่อมาจึงมีผู้แก้ข้อขัดข้องนี้โดย สร้างหน้ากากจำลองใบหน้าเป็นรูปต่างๆใช้สวมครอบศีรษะ ต่อมาจึงปรับปรุงหน้ากากหรือโขนให้ยึดติดกับเทริดแล้วสวมครอบศีรษะ ปิดมิดเพื่อความสะดวกในการแสดง เรียกว่า   หัวโขน    จากจดหมายเหตุ (A New Historical Relation of Siam) ของลาลูแบร์ (Monsieur DeLa Loubere)พ่อค้าชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า  ผู้แสดงโขนทุกตัวสวม “หน้าโขน”    นับแต่สมัยอยุธยาตอนปลายลงมา หัวโขนคงจะได้รับการประดิษฐ์คิดสร้างอย่างสมบูรณ์สวยงามเป็นพิเศษ  ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นพบหลักฐานศีรษะพระครูในคลังศิลปะสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์  และศีรษะทศกัณฐ์ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย    ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างในสมัย   รัชกาลที่ 1  และ 2 แต่การสร้างหัวโขนมาเจริญถึงขีดสูงสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งถือเป็นยุคทองของวงวรรณกรรมและนาฏศิลป์ไทย      ในปัจจุบันหัวโขนมิได้เป็นเพียงส่วนประกอบสำคัญในการแสดงโขนเท่านั้น   หากแต่หัวโขนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทยไปแล้ว     ต่อมาหัวโขนได้ถูกย่อส่วนลง เป็น หัวโขนขนาดเล็ก  [...]


หัวโขน พระพิฆเนศวร์ – ขนาดใหญ่

พระพิฆเนศวร์เป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร้จ   หัวโขนพระพิฆเนศวร์ขนาดใหญ่ (ขนาดสวมหัว) ติดลวดลายโดยใช้ยางรักแบบโบราณ   ตาและงาของหัวโขนทุกหน้าทำจากเปลือก หอยมุก  ปิดด้วยทองคำ 100%  ประดับพลอยกระจก    



© หัวโขน หม่อมหลวงพันธ์สวัสดิ์ Khon Masks
Powered by iSME Thai สนับสนุนโดย ThaiSEM & Multitask